การจัดแสงในงานภาพยนตร์

“การเรียนรู้ที่จะสังเกตเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะเรียนรู้ว่าการจัดแสงในภาพยนตร์เป็นอย่างไร, การเรียนรู้ที่จะรู้สึกอย่างละเอียดอ่อนและขบคิดอย่างชาญฉลาด ก็เป็นหนทางเดียวที่จะประยุกต์ใช้ความรู้ในการจัดแสงในงานภาพยนตร์จริง”

วอลเตอร์ เนินเบิร์ก


บทที่ 1 หลักการเบื้องต้นของการจัดแสง (Basic Lighting Concepts)


สำหรับงานจัดแสงในภาพยนตร์เราสามารถใช้แหล่งแสงจากที่ใดก็ได้ในการถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น แสงจากไฟบ้าน, แสงนีออน, แสงเทียน, ไฟถนน, แสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ (อันเป็นที่พึ่งหลักของคนทำหนังมือใหม่) เลนส์ที่มีความไวแสงมากขึ้นและประสิทธิภาพในการรับแสงของเนื้อฟิล์มในปัจจุบันทำให้อะไรๆก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ว่าผู้กำกับภาพจะใช้ไฟขนาดใหญ่เป็นหมื่นวัตต์ หรือ ไฟบ้านขนาด 36 วัตต์ สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็ยังเป็นเรื่องของการจัดแสงเพื่อให้ได้ภาพที่มีอารมณ์และคุณค่าทางศิลปะตามที่บทต้องการลงบนแผ่นฟิล์มนั่นเอง

คนที่เริ่มต้นใหม่ๆอาจจะสนใจเพียงแต่อุปกรณ์ในการจัดแสง แต่ผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วมักจะให้ความสนใจว่าอารมณ์ของภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไรมากกว่า เพราะว่าสไตล์การจัดแสงแต่ละลักษณะต้องการอุปกรณ์ไฟแตกต่างกันซึ่งผู้กำกับภาพต้องรู้ถึงตรงนี้อยู่เสมอ

ชาร์ลส คลาร์ก ตากล้องมืออาชีพกล่าวไว้ในหนังสือ Professional Cinematography ว่าแสงอาทิตย์เป็นแหล่งแสงขั้นพื้นฐานในการจัดแสงของมนุษย์มานานจนกระทั่งปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเมื่อเราอยากได้แสงส่องตรงจากด้านบน เราก็จะถ่ายทำกันในตอนเที่ยงวัน นอกจากนี้สภาพบรรยากาศโดยรอบสถานที่ถ่ายทำก็ทำให้สภาพแสงที่ได้ไม่เหมือนกันอีก ระหว่าง แสงกระด้าง (hard light) ซึ่งส่งตรงออกมาจากดวงอาทิตย์ ให้ความเปรียบต่าง (Contrast) สูงและแสงนุ่ม (soft light) เป็นแสงที่เกิดจากการสะท้อน(อาจเกิดจากชั้นบรรยากาศ) ให้ความเปรียบต่างต่ำ หรือสภาพแสงที่ขมุกขมัวในวันเมฆครึ้ม เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของคุณภาพของแสงที่ก่อให้เกิดอารมณ์ของภาพแบบต่างๆ ซึ่งผู้ถ่ายภาพยนตร์จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมันเพื่อให้ด้าภพตามต้องการ

คุณภาพของแสง (Light Quality)


การที่เราจะตัดสินใจว่าจะจัดแสงอย่างไรนั้น จำเป็นมากที่จะต้องรู้ว่าเราต้องการแสงแบบไหนในฉากนั้นๆ ไม่ว่าแสงที่เราจะใช้ จะเป็นแสงจากการจัดแสงด้วยอุปกรณ์ไฟสำหรับการถ่ายทำหรือแสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่แล้วตามสภาพในสถานที่นั้น (available light) อย่างเช่นแสงแดดที่ส่องลอดเข้ามาในห้องจากทางหน้าต่าง หรือแสงจากไฟนีออนและไฟถนนในสถานที่ๆเป็นเมืองใหญ่

เราสามารถระบุว่าแสงที่เราเห็นเป็น “แสงกระด้าง” ก็ต่อเมื่อเงาที่ตกทอดมีสันขอบชัดเจน โดยธรรมชาติของมันเมื่อตกกระทบวัตถุจะก่อให้เกิดเงาที่ดำมาก เส้นขอบชัดเจน ความเปรียบต่างของส่วนที่ถูกแสงต่อส่วนที่อยู่ในเงาสูง ส่องตรงมาจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง (เหมือน สปอตไลท์) และแหล่งกำเนิดแสงนั้นมีลักษณะเป็นจุดเล็ก แหล่งแสงที่เป็นแสงกระด้างที่ดีนั้นได้แก่ แสงจากดวงอาทิตย์(ในวันฟ้าใส), แสงจากหลอดแบบอาร์ค (arc light) และโคมไฟแบบเฟรชเนล (Fresnel) (ดูภาพที่ 1.1)

รูปที่ 1.1 แสงกระด้างและแสงนุ่ม

Image a

Image b

Image c

Image d

a กับ b คือภาพใบหน้าที่ถูกฉายด้วยแสงกระด้าง ส่วน c และ d เป็นภาพที่ได้จากแสงนุ่ม ซึ่งให้แสง -เงาที่ดูมีความเป็นดรามามากกว่า

ส่วนแสงที่เป็น “แสงนุ่ม” นั้นจะก่อให้เกิดเงาที่มีส้นขอบไม่ชัดเจน แสงนุ่มจะให้ความเปรียบต่างระหว่างเงาที่เกิดขึ้นกันส่วนที่ถูกแสงน้อยกว่า เงาที่เกิดไม่ดพมากเหมือนแสงกระด้าง และมีความฟุ้งกระจายของแสงมากกว่า หรือเรียกว่า แสงไร้ทิศทาง (directionless) แหล่งแสงขนาดใหญ่ที่ให้แสงแบบฟุ้งกระจาย, แสงสะท้อน, หรือแสงที่ผ่านฟิลเตอร์ เหล่านี้เป็นแหล่งแสงนุ่ม ตัวอย่างเช่นแสงในวันฟ้าครึ้มเมฆมาก หรือแสงสะท้อนจากวัสดุผิวไม่เรียบเป็นต้อน (ดูภาพที่ 1.2)

ภาพที่ 1.2 เงา

Image a

Image b

ในภาพ a แก้วและกระดุมถูกฉายด้วยแสงกระด้าง ส่วน b จะเป็นภาพจากแสงนุ่ม ซึ่งทั้ง 2 ภาพแสดงให้เห็นถึงลักษณะเงาที่แตกต่างอัน เกิดจากคุณภาพของแสงที่ต่างกัน

ช่วงของแสงที่เรียงลำดับจากกระด้างที่สุดไปจนอ่อนนุ่มขมุกขมัวที่สุดมีดังนี้ครับ

1. แสงจากดวงอาทิตย์ยามอากาศแจ่มใส

2. แสงจากหลอด Carbon arcs

3. แสงจากโคมสปอตไลท์ (Elipsoidal spotlights)

4. แสงจากโคมไปแบบเฟรชเนล (Fresnel lights – HMI and Quartz)

5. แสงจากหลอดพาราโบลิก (PAR bulbs)

6. แสงจากโคมเปิดด้านหน้าทุกชนิด โดยมากมักจะเป็นชนิด Quartz, Broads, Floods, Scoops, Lowel DP

7. แหล่งแสงจากข้อ 6 ที่ถูกทำให้ฟุ้งกระจาย เช่นอาจจะมีการใส่ฟิลเตอร์เข้าไประหว่างโคมไฟกับตัวแบบ เช่น ฟิลเตอร์ Tough Silk หรือ Tough Silk หรืออาจเป็นกระดาษไข, ผ้ามัสลิน, ไหม หรือผ้าชนิดอื่นๆ

8. แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนท์, Photofloods, ดวงไฟที่ใช้ในบ้าน

9. แหล่งแสงนุ่มอื่นๆ

10. แสงที่ได้จากการสะท้อนวัสดุผิวไม่เรียบเช่นโคมเฟรชเนลสะท้อนกับแผ่นโฟม หรือกำแพงสีขาว

11. แสงในวันเมฆมากฟ้าครึ้มหรือมีหมอก

12. แสงขมุกขมัวจากในป่าทึบหรือทางเข้าถ้ำ

อีกทางหนึ่งที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของแสงว่าเป็นแสงกระด้างหรือแสงนุ่มก็คือ รูปแบบการส่องแสงนั้นเป็นลำหรือว่าแผ่กระจาย รูปแบบของลำแสงมีตั้งแต่แบบส่องตรง จนถึง แบบไร้ทิศทาง-ฟุ้งกระจาย โคมเฟรชเนลสามารถให้แสงที่เป็นลำแคบๆได้ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงแบบนุ่มไม่สามารถทำได้เพราะมันถูกออกแบบมาอย่างนั้น เราสามารถบังคับลำแสงจากโคมเฟรชเนลได้โดยการออกแบบตัวโคมและบังคับจุดโฟกัสจากเลนส์ที่ติดตั้งไว้หน้าโคม

การกำหนดเรียกทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง (Light Source Directionality)


แสงอาจจะมาจากหลายตำแหน่งสัมพันธ์กับตำแหน่งตัวแสดง, ด้านหน้า (0 องศา), ด้านข้าง (90 องศา), หลัง (180 องศา) หรือตำแหน่งต่างๆระหว่างนั้นก็ได้ ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง (Light Source Directionality) หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่ามุมของแสงตกกระทบ นั้นหมายถึงทิศทางและมุมของแสงจากโคมไฟเมื่ออ้างอิงโดยใช้ตำแหน่งและทิศทางของแนวกล้อง-ตัวแสดงเป็นหลัก

ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสงเป็นส่วนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพื้นที่เงาในเฟรมภาพ เงาที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อทิศทางของแหล่งกำเนิดแสงเปลี่ยนตำแหน่งไปจากด้านหน้าไปยังด้านหลังของตัวแสดง นั่นจะหมายถึงอารมณ์ของภาพย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย (ดูจากภาพที่ 1.1 และ 1.3)

ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสงหลัก(หรือที่เรียกว่า key light) จะมีผลอย่างมากต่อตัวแบบที่เรากำลังทำการบันทึกภาพ โดยเพาะยิ่งถ้าตัวแบบนั้นเป็นวัตถุรูปร่างไม่คุ้นตา (ดูภาพที่ 1.4) ไฟหน้าที่ส่องตรงไปยังตัวแสดงโดยตรงจะช่วยลดเงาและรายละเอียดบนพื้นผิวที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ภาพที่ได้ดูแบนและทำให้ตัวแบบขาดมิติชัดลึกตามความเป็นจริง ไฟข้างจะทำให้เกิดเงาและรายละเอียดบนพื้นผิวตัวแบบและทำให้เกิดมิติลึกขึ้นดูเป็นวัตถุสามมิติ

Image a

Image b

Image c

Image d

ภาพที่ 1.4 ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง ส่งผลกระทบอย่างสำคัญกับภาพที่เกิดขึ้นของตัวแบบ

ก้อนหินได้รับแสงแบบนุ่มจากทางด้านหน้า (a และ c) และไฟข้างแบบแสงกระด้าง (b และ d) ซึ่งแสดงให้เราเห็นความสำคัญของทิศทางของแสง ที่มีต่อการสร้างภาพวัตถุให้มีมิติ

เพื่อที่จะสร้างภาพขึ้นมาใหม่บนแผ่นฟิล์มจากความจริงที่อยู่ตรงหน้าและให้แสงที่มีความสมจริง ผู้กำกับภาพจะต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งแสงที่มีอยู่แล้วในโลเกชัน(Motivated lighting)ให้เป็น แหล่งแสงจริงในโลเกชันหมายถึงแหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่แล้วก่อนเริ่มถ่ายทำโดยที่ไม่ได้มีการจัดขึ้น เช่นหน้าต่าง, โคมไฟตั้งโต๊ะ, ไฟเพดาน การใช้ประโยชน์จากแหล่งแสงประเภทนี้จะต้องดำเนินการถ่ายทำไปตลอดฉากนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าสถานที่ถ่ายทำใดก็ตามที่ไม่มีแหล่งแสงที่มีอยู้แล้ว ผู้กำกับภาพก็จะสร้างมันขึ้นมาเองราวกับว่ามันเกิดมาจากแหล่งกำเนิดแสงนอกเฟรมภาพ (ดูภาพที่ 1.5)

Image a

Image b

Image c

ภาพที่ 1.5 แหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่แล้วในฉาก (Motivated lighting)

ถึงแม้ไม่เห็นต้นกำเนิดแสงในเฟรมภาพ กระนั้นก็ตามแสงจากหน้าต่างทั้งซ้ายและขวา ก็เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่แล้วในฉาก (a และ b) ตามลำดับ ในภาพ c เราเข้าใจกันอยู่แล้วว่าไฟบนเวทีมวย จะต้องส่องตรงลงมาจากเพดาน

ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสงยังส่งผลกระทบสำคัญไปถึงความอิ่มตัวของสี ความอิ่มตัวของสีสูงสุดได้จากไฟหน้า สีจะมีความอิ่มตัวต่ำสุดจากไฟหลัง (back light)

เงา (Shadows)

ผู้กำกับภาพบางคนถึงกับกล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในภาพคือส่วนที่เป็นเงา ซึ่งอันนี้หมายความไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างแสงและเงานั่นเอง เงาแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ เงาที่เกิดจากแสงไฟ (cast shadow) และเงาที่เกิดจากการไม่ได้รับแสงสว่าง (bogus shadow) อย่างหลังนี่ไม่ได้เป็นเงาที่เกิดจากวัตถุบังแสง แต่เป็นเงาที่เกิดจากการไม่ได้รับแสง เงาทั้งสองแบบเป็นเรื่องของการไล่โทน และมีผลอย่างมากต่อการสร้างอารมณ์และบรรยากาศของภาพให้ได้ตามที่ต้องการ

การเปลี่ยนตำแหน่งของไฟในแนวดิ่ง (สูง-ต่ำ) มีผลโดยตรงต่อรูปร่างของเงา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากภาพที่ 1.6 การควบคุมค่าความเข้มของเงานั้นเราต้องให้แสงสว่างแก่เงาที่เกิดขึ้นตามอัตราส่วน เราเรียกไฟนี้ว่าไฟเสริม (ดูภาพที่ 1.7)

เงามีผลอย่างมากต่อการขับเน้นรายละเอียดบนพื้นผิว เพื่อที่จะได้รายละเอียดบนพื้นผิวของตัวแบบมากที่สุด เราต้องใช้ไฟข้าง ไฟข้างทำให้เกิดเงายาวซึ่งจะทำให้รายละเอียดบนพื้นผิวปรากฎขึ้นมา (ดูภาพที่ 1.8) แต่ถ้าจะลดรายละเอียดของพื้นผิวของภาพก็ต้องใช้ไฟหน้าเพราะมันไม่ก่อให้เกิดเงา (ดูภาพที่ 1.4)

Image a

Image b

Image c

ภาพที่ 1.6 ผลของการเปลี่ยนระดับสูง-ต่ำของแหล่งกำเนิดแสงต่อขนาดของเงา

แจกันนี้ถูกฉายด้วยแสงไฟจากทางด้านหลังที่ปรับระดับในแนวตั้ง ตั้งแต่ 70 องศา(แนวตั้ง) (a), 45 องศา (b), และ20 องศา (c), ผลของแสงที่เกิดกับวัตถุจะให้อารมณ์เชิงดรามาได้มากที่สุดที่มุม 45 องศาซึ่งให้ขนาดของเงาตกกระทบเท่ากับตัววัตถุ

Image a

ภาพที่ 1.7 แสงเสริม (Fill light)

เงาภาพใต้ปีกหมวกของตัวแสดง ถูกฉายด้วยแสงนุ่มจากทางด้านหน้า แสงเสริมนี้ได้สร้างประกายตา (Eyelights) ซึ่งทำให้ใบหน้าตัวแสดงมีชีวิตชีวามากขึ้น

Image a

Image b

ภาพที่ 1.8 ไฟข้าง (Side light)

ไฟข้างมีคุณสมบัติในการขับเน้น รายละเอียดพื้นผิวของตัวแบบ

สรุปบทที่ 1


1. หัวใจของการจัดแสงของผู้กำกับภาพคือการสร้างอารมณ์และจุดเด่นของภาพขึ้นมาด้วยหลักการพื้นฐาน 3 ประการสำหรับการจัดแสงก็คือ คุณภาพของแสง(นุ่ม-กระด้าง), ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง และเงา ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้จะเป็นองค์ประกอบในการสร้างแสง-เงา, และความอิ่มตัวของสี (ที่ไล่ลำดับโทนจากขาว-เทา-ดำ)

2. คุณภาพของแสง(นุ่ม-กระด้าง), ทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง และเงา เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง ปรับเปลี่ยนตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลต่อตัวอื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนคุณภาพของแสงจะทำให้อารมณ์ที่เกิดจากเงาเปลี่ยนไป การเปลี่ยนทิศทางของแหล่งกำเนิดแสงก็จะทำให้รูปทรงและทิศทางของเงาเปลี่ยนไป

การเขียนบทหนังสั้น

หนังสั้น คือ หนังยาวที่สั้น ก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่มีประเด็นเดียวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ ศิลปะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานแบบเดียวกัน นั่นคือ การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ตัวละคร สถานที่ และเวลา
สิ่งที่สำคัญในการเขียนบทหนังสั้นก็คือ การเริ่มค้นหาวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจให้ได้ ว่าเราอยากจะพูด จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวเราเองมีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนบทที่เราสามารถนำมาใช้ได้ก็คือ ตัวละคร แนวความคิด และเหตุการณ์ และควรจะมองหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องให้แคบอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึก รู้จริง เพราะคนทำหนังสั้นส่วนใหญ่ มักจะทำเรื่องที่ไกลตัวหรือไม่ก็ไกลเกินไปจนทำให้เราไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้
เมื่อเราได้เรื่องที่จะเขียนแล้วเราก็ต้องนำเรื่องราวที่ได้มาเขียน Plot (โครงเรื่อง) ว่าใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไร และได้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล หรือวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่ามีแนวคิดมุมมองต่อชีวิตคนอย่างไร เพราะความเข้าใจในมนุษย์ ยิ่งเราเข้าใจมากเท่าไร เราก็ยิ่งทำหนังได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อเราได้เรื่อง ได้โครงเรื่องมาเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาเป็นรายละเอียดของฉาก ว่ามีกี่ฉากในแต่ละฉากมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการเขียนบทไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย เพราะมีการกำหนดเป็นแบบแผนไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยาก มาก ๆ ก็คือกระบวนการคิด ว่าคิดอย่างไรให้ลึกซึ้ง คิดอย่างไรให้สมเหตุสมผล ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ไม่มีใครสอนกันได้ทุกคน ต้องค้นหาวิธีลองผิดลองถูก จนกระทั่ง ค้นพบวิธีคิดของตัวเอง
การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์
การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น ควรเริ่มช็อตแรก เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร
การเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละครและแอ็คชั่น ดังนั้น นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์
ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้ นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้น
การคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละครและแอ็คชั่น แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้ และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่า
สิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์
อย่างไรก็ตาม การเขียนบทภาพยนตร์สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ควรค้นหาสิ่งที่น่าสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของนักเขียนเอง เขียงเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองรู้ ทำให้ได้รายละเอียดในเชิงลึกของเนื้อหา เกิดความจริง สร้างความตื่นตะลึงได้ เช่นเรื่องในครอบครัว เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องในที่ทำงาน ของตนเอง เรื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นต้น
ดังนั้นขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์สามารถสรุปได้คือ
1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น  คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise)
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise)  ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script)
คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard)
คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ      เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
การเขียนบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้น
การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว นวนิยาย   เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราวหรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ ซึ่งบทภาพยนตร์ต่อไปนี้ได้แปลมาจากเรื่องสั้นในนิตยสาร The Mississippi Review โดย Robert Olen Butler เรื่อง Salem แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงมาตรฐานรูปแบบการเขียนบทภาพยนตร์ว่ามีการเขียนและการจัดหน้าอย่างไร ขอให้ศึกษาได้ใบทภาพยนตร์โดยทั่วไป

อ้างอิง http://www.moralmedias.net/index.php?option=com_content&task=view&id=33&Itemid=39

การวางคาแรคเตอร์ตัวแสดง

การที่หนังสักเรื่องจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการชักจูงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังแบบตลอดรอดฝั่งได้นั้น เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาของหนังเรื่องนั้นๆว่า จะดึงดูดและนำพาคนดูให้เดินทางไปกับหนังตลอดเวลาได้หรือไม่นั้น ก็คือการวางคาแรคเตอร์ตัวแสดงในบทหนังนั่นเอง
จากประสบการณ์ที่เคยทำหนังสั้นมา 2 เรื่องก็คงต้องบอกว่าเป็นจริงครับ (แต่ทั้ง 2 เรื่องของผมละเลยข้อนี้เฉยเลย หลังจากกลับมาย้อนดูอีกหลายรอบ) การวางคาแรคเตอร์ที่ไม่ชัดเจน หรือ “เหมือนกันไปหมด” กลายเป็นจุดที่ฆ่าหนังทั้งเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ตำราสอนเขียนบทหนัง (ยาว) บางเล่มก็กล่าวถึงจุดนี้เช่นกันจึงกลายเป็นการย้ำความมั่นใจกับข้อสังเกตของผมให้ชัดเจนขึ้นไปอีกลองนึกภาพดูสิครับว่าในบทหนังเรื่องเดียวกันพระเอกของเรื่องกับตัวพระรอง หรือตัวประกอบถูกวางให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน ผมทรงคล้ายๆกัน น้ำเสียงท่าทางไม่ห่างกันมากนัก และถูกวางบุคลิกไว้เหมือนๆกัน จะเกิดอะไรขึ้น?
1. ถ้าหนังสั้นมากๆจะทำให้คนดูงงครับ หรือถ้าตัวละครใช้เสื้อผ้าเหมือนๆกันอีก คนดูอาจจะสับสนสุดขีดจนเผลอปากด่าบุพการีผู้กำกับในระหว่างการชม
2. ทำให้หนังไม่เดิน เพราะว่าการกระทำ ความคิด ความเห็น และแนวปฏิบัติของตัวละครในหนังดูจะเป็นไปในทางเดียวกันหมด หาอุปสรรคที่เป็นสาเหตุของแรงจูงใจ (Motif) ของตัวละครไม่เจอ หรืออาจจะเดินไปได้ถ้าคนเขียนพยายามยัดเยียดแรงจูงใจเทียม(ซึ่งเป็นของคนเขียนบท) เข้าไปในตัวละครนั้นๆที่อาจจะไม่มีแน้วโน้มว่าจะปฏิบัติอะไรอย่างนั้นเลยก็ได้
3. ขาดความน่าสนใจที่จะดึงดูดให้ติดตามตัวละคร เพราะไม่รู้ว่าจะตามดูตัวไหนดี ไม่มีเอกลักษณ์สักตัว แม้จะแบ่งเวลาในหนังให้บางตัวมากกว่าก็ช่วยไม่ได้มากหรอกถ้ามองไปรอบๆตัวในบรรยากาศชีวิตจริง เราก็จะพบแต่ความแตกต่างระหว่างบุคคลซะส่วนใหญ่ ไอ้เรื่องที่จะเจอคนเหมือนกันน่ะยากมากครับ (เคยได้ยินมีคนบอกว่ามีคนหน้าเหมือนผมอยู่ที่ขอนแก่น อาจจะเป็นร่างโคลนนิ่งของผมเอง น่าสงสารจริงๆ…ฮ่าๆ)
แม้กระทั่งหนังที่มีธีมเกี่ยวกับความซ้ำซากจำเจ ก็ยังต้องวางตัวเอกให้เป็นคนที่แปลกกว่าชาวบ้านเสมอ (ยกเว้นพวกหนังทดลอง หรือ ต้องการสื่อเนื้อหาบางอย่าง จริงๆ) ไม่งั้นเรื่องราวในหนังคงไม่เกิด และคนเขียนบทคงต้องไปขายบะหมี่เกี๊ยวหรือเราอาจจะใช้คาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์มาแซมไว้ในบท (ไม่บอกนายทุน)
ซึ่งก็สามารถมีบทบาทเทียบเท่าตัวแสดงที่เป็นคนได้เหมือนกัน และยังช่วยทำให้แคเรคเตอร์ต่างๆดูชัดเจนขึ้นด้วยนั่นคือ
1. คาแรคเตอร์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น อีที, สุนัข, สัตว์ประหลาดในชุดยาง , ต้นไม้ (สางเขียว)
2. คาแรคเตอร์ที่ไม่มีชีวิต เช่นสิ่งของ, บรรยากาศ หรือฉากในหนัง ลูกวอลเล่ย์บอลชื่อวิลสัน ใน The Cast Away, ขนนกใน Forrest Gumps(เอ๊ะนี่ทำไมผมถึงไม่ไปไกลเกินกว่าหนังของเซเมคคิสเลยวะ), เงินในกล่องมาม่าใน เรื่องตลก 69 โดยเป็นเอก รัตนเรือง หรือ กล่องประหลาดใน กล่อง ของท่านมุ้ย (เอ้อ…พ้นแล้วเว้ย), ตู้รับจดหมายใน Il Mare, ปลา(จำพันธุ์ไม่ได้) ใน Shiri, บรรยากาศมืดๆที่รายล้อมไปด้วยรายละเอียดประหลาดๆในหนัง เดวิด ลินซ์, แสงจากหลอดไฟสีชมพูในหนังสั้น ม.รังสิตเรื่องบ้านสีชมพู หรือ บทความประกาศการรู้แจ้งจากคนบ้าในหนังสั้นชื่อ The End of Paradise ในหนังของผมเอง ฯลฯ
3. สภาวะทางอารมณ์, ทางจิต, วิธีปฏิบัติ และปฏิกิริยาตอบโต้ต่างๆของคาแรคเตอร์ที่เป็นมนุษย์มีต่อคาแรคเตอร์ที่ทั้งเป็นมนุษย์ และไม่ใช่มนุษย์ก็สามารถสร้างความแตกต่างของคาแรคเตอร์ขึ้นได้เหมือนกัน หรือแม้แต่จะสร้างคาแรคเตอร์หนึ่งขึ้นมาก็ยังไหว
จริงๆแล้วมีวิธีการร้อยแปดประการในการที่จะสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมานอกเหนือจากส่วนที่เป็นมนุษย์ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการคิดและนำเสนอที่ใช้ในการสร้างมันขึ้นมาว่าส่งเสริมธีมของเรื่องหรือไม่ การนำเสนอคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นไม่ง่ายถ้าจะทำให้เนียนแบบที่ไม่โดดออกมาจนน่าเกลียด (ประมาณว่าโคลสอัพกับแบบไม่เลี้ยงเพื่อขับเน้นความมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ) ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน
ข้างต้นนี่เป็นเพียงการวางคาแรคเตอร์ในบทหนังเท่านั้น เรื่องการคัดตัวนักแสดง (Casting) นั่นอีกเรื่องหนึ่งเลยครับไม่เกี่ยวกัน การที่เราวางคาแรคเตอร์ในบทไว้ดีและมีรายละเอียดพอแล้ว
แต่ถ้าการคัดตัวแสดงห่วย…คนเขียนบทก็ไม่มีความผิดครับ